3 คำถามที่อยาก “ค้นหาคำตอบ” จากหนังสือเล่มนี้

  1. ในโลกหมุนเร็วแบบนี้ “เราควรเริ่มจากตรงไหน” ?
  2. ระหว่างทาง “เราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร” ?
  3. “อนาคตที่ใช่” จะมาถึงจริงไหม ?

และผมได้ลองหาคำตอบจากหนังสือเล่มนี้ว่า…

  • หนังสือเล่มนี้

    • ชื่อหนังสืออาจจะบอกถึง การเปลี่ยนตัวตน
    • แต่ความจริงแล้วขั้นตอนแรกคือ การรู้จักตัวตนก่อน
    • เป็นหนังสือที่ มอบความหวัง ให้เราก้าวต่อไป
    • ในโลกที่ หมุนเร็วขึ้น อย่างตอนนี้
  • สิ่งที่ทำให้ผมจำหนังสือได้แม่นยิ่งขึ้นคือ “นม วิสกี้ น้ำเปล่า”

    • Perishable Skills คือ ทักษะความรู้ที่จำเป็นต่อการเติบโต แต่ระยะเวลานั้นสั้น เป็นดั่ง นม ที่ทำให้เราเติบโตขึ้น แต่หมดอายุไว

    • Durable Skills คือ ทักษะที่ยิ่งนานวันยิ่งมีคุณค่า ยิ่งผ่านประสบการณ์อย่างโชคโชนยิ่งแข็งแกร่ง เป็นดั่งการบ่มของ วิสกี้ ที่ยิ่งนานยิ่งอร่อย

    • Self Awareness คือ ทักษะธรรมดา แต่จำเป็น นั่นคือ การรู้จักตัวเอง ซึ่งเป็นดั่ง น้ำเปล่า ที่อาจจะไม่มีรสชาติ แต่จำเป็นต่อร่างกายอย่างขาดไม่ได้

    • ซึ่งผมมองว่า “เป็นการเปรียบเทียบอย่างชาญฉลาด”

      • ทำให้สามารถเข้าใจถึง แก่น ที่ผู้เขียนจะสื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • ซึ่งสิ่งที่หลายคนกังวลในปัจจุบันคงหนีไม่พ้น

    • เราจะอยู่รอดได้อย่างไรในยุค AI
    • สิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอทางรอดก็คือ เราต้องมีทักษะ PRIDE
      • PR - Proficiency => ความเชี่ยวชาญด้านการใช้ AI ในระดับพื้นฐานเพื่อสร้างกล้ามเนื้อจากการใช้งานจริง
      • I - Immunity => รู้ว่าควรใช้ AI ในสถานการณ์ไหน
      • D - Deep Domain Knowledge => รู้ให้ลึกในศาสตร์งานของเรา รวมถึงเข้าใจบริบทจริง
      • E - Empathy & Emotional Intelligence => เข้าใจ และเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ สื่อสารและสร้างความร่วมมือ
    • หากเรามีสิ่งเหล่านี้เตรียมพร้อม เราก็จะ อยู่รอด
  • และเราก็ควร รู้ถึงแบตเตอรี่ของตัวเอง

    • เราทุกคนนั้น ย่อมต้องใช้พลังงานในการทำสิ่งต่างๆ
    • เปรียบดั่งเป็น แบตเตอรี่พลังงานการใช้ชีวิต
    • และไม่ต่างอะไรกับ ระบบอิเล็กทรอนิกส์
    • ที่แบตเตอรี่นั้นมักจะเสื่อมไปตามกาลเวลา
    • แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมคือ
      • สภาพแวดล้อม
      • ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ ควบคุมได้ยาก หรือไม่ได้เลย
    • เราต้อง หาสาเหตุของสภาพแวดล้อมนั้น
      • งานที่ทำอยู่ ยังตรงกับ สิ่งที่เราให้คุณค่าไหม ?
      • หากใช่แล้ว แต่กลับทำให้แรงจูงใจหาย ?
      • ทำงานอะไรไป ก็รู้สึกติดขัดไปหมด ?
      • มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับคนที่ทำงานร่วมกัน ?
      • เหล่านี้ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ พลังงานของเรารั่วออก
    • และผู้เขียนได้นำเสนอ วิธีการดูแลแบตเตอรี่ของเรา
      • วัดพลังงานอยู่เสมอ ดูว่าสิ่งที่เติมพลัง หรือสิ่งใดดูดพลัง
      • ทำงานที่ใช้ดูบ้าง แม้จำทำได้ส่วนน้อย แต่ยังดีกว่าไม่ได้ทำเลย
      • เลือกอยู่ในสังคมที่ถูก ไม่ใช่เข้าไปอยู่แต่ในดงคน toxic
      • หาสถานที่ปลอดภัย เพื่อหยุดพักการต้องดิ้นรนตลอดเวลา
  • และการจะไปสู่ อนาคตที่ใช่ ก็ต้องพึ่ง ความหวัง

    • เปรียบกับเรากำลังอยู่ใน อุโมงค์อันมืดมิด
    • แต่เรามองเห็น แสงสว่างรำไรข้างหน้า นั่นก็คือ ความหวัง
    • แม้จะไม่รู้ว่า ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
    • แต่ก็คุ้มที่จะลองเดินไป แสงสว่างแห่งความหวังนั้น
    • ดีกว่า ยอมจมจ่อมอยู่กับในอุโมงค์อันมืดมิดที่ไร้ซึ่งทางออก
    • โดยแท้จริงแล้วก็คือ การปรับทัศนคติ (Mindset)
      • ให้มองเห็น ความเป็นไปได้ อยู่เสมอ
      • ในทุกที่ย่อมมี โอกาส ที่ซ่อนอยู่
    • โดยผู้เขียนได้นำเสนอวิธีการสร้างความหวัง (Hope)
      • อย่าแบกทุกสิ่งไว้คนเดียว
        • บางครั้งการที่เราเอาแต่ คิดเอาเอง
        • จะทำให้เรา โฟกัสในภาพตรงหน้า เพียงอย่างเดียว
        • ทั้งที่ความจริงแล้ว โลกช่างกว้างใหญ่
        • การที่เราไม่ลอง มองออกไปโลกภายนอก
        • ทำให้มุมมองของเรา แคบลง และจะเริ่มหมดความหวัง
        • ทางรอดคือ ใช้สมการความหวัง
          • คนที่ใช่ x เวลา x พื้นที่ปลอดภัย = พลัง + ความหวัง + ปัญญา
        • มันคือ การแบ่งปันระหว่างกัน เพื่อก้าวไปสู่ ความหวัง ที่อยากจะไปถึง
      • สร้างวัฒนธรรมแห่งความเป็นไปได้
        • การที่เราใส่ใจกับคำพูดของคนอื่นที่ว่า
        • มันเป็นไปไม่ได้หรอก
        • บางทีเราอาจจะไม่ได้คิดแบบนั้นเสมอไป
        • แต่เมื่อ สภาพแวดล้อม เป็นแบบนี้
        • เมื่อสิ่งเหล่านี้เข้าหูเราทุกวัน
        • เราก็ย่อมมีสิทธิที่จะเชื่อว่า มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ
        • และบรรยากาศก็จะ หม่นลงไป ทุกวัน
        • ทางแก้คือ เปลี่ยนบทสนทนา
          • จาก มันแย่ยังไง
          • ไปเป็น มันสามารถเป็นอะไรได้บ้าง
        • เพราะคำพูด มันจะเป็นนายเราเสมอ
      • อย่าใจร้อน
        • บางทีเราอาจจะ ลงมือทำไปแล้ว
        • และคิดไปว่า ฉันเปลี่ยนแล้ว แต่ทำไมคนอื่นยังไม่เปลี่ยนตาม
        • นี่ก็คือ อีกหนึ่งกัปดักทางความคิดของเรา
        • ที่เราพยายาม เร่งเร้า ให้คนอื่นทำตาม ความคิดที่เราคิดว่าดี แต่เขาไม่ทำ
        • ซึ่งมนุษย์โดยหลักแล้ว ไม่ชอบการถูกบังคับ
        • การที่เรา ใจเย็นลงสักหน่อย และยอมรับว่า
        • ระหว่างทางนั้น ไม่ได้เป็นเส้นตรง เสมอไป
        • บางอย่าง ต้องใช้เวลาพิสูจน์ ถึงจะมองเห็นเป็นรูปธรรม
        • ดังนั้น อดใจรออีกนิด อย่าพึ่งคิดไปไกล

ดั่งที่ผู้เขียนได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า อย่าคาดหวังในการเปลี่ยน… แต่จงเปลี่ยนด้วยความหวัง

ช่องทางสนับสนุน🙏

สั่งซื้อหนังสือ Future You - เราจะเป็นใครในโลกใหม่ ตาม Link นี้ https://s.shopee.co.th/8pmWUYat87